กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในอาณาจักรอันไกลโพ้น ยังมีหนูน้อยขี้สงสัยชื่อเนลล์ผู้หลงไหลในเสน่ห์ของดวงจันทร์ ทุกๆคืนเนลจะออกมานั่งอาบแสงนวลอยู่เนิ่นนานราวกับว่าประกายทองอร่ามนั้นจะติดเนื้อตัวมาด้วย
 
ดวงจันทร์ทำจากอะไร? เนลตั้งคำถามนี้กับครอบครัวเสมอ ซึ่งคำตอบที่เธอได้ยินก็คือ "ชีส"
 
ใช่แล้ว...ดวงจันทร์ทำจากชีส  คุณพ่อคุณแม่ของเนลถูกสอนมาอย่างนี้ เช่นเดียวกับปู่และย่าไล่ไปจนถึงบรรพบุรุษหลายร้อยชั่วรุ่น
 
"ไม่เห็นเหรอลูกว่าชีสกับดวงจันทร์มีสีและรอยปุ่มปั่มเหมือนกัน" พ่อของเนลสอน "อีกอย่างอีกาอารอน มหาเสนาบดีเมื่อยุคโน้น(ก่อนที่ราชาหนูจะจับได้ว่าพวกกาชอบแอบกินโอรส ธิดาของพระองค์เวลาเผลอ) ยังได้บินไปถึงดวงจันทร์แล้วกลับมายืนยันว่ามันทำจากชีสแน่ๆ"
 
(Director Commentary:  คำอ้างว่าชีสกับดวงจันทร์คล้ายกันคือการวิเคราะห์ผ่านตรรกะ ซึ่่งสิ่งที่เราได้จากกระบวนนี้คือสมมติฐานเท่านั้น คนทั่วไปมักคิดว่าสมมติฐานทำนองนี้มีความหมายเท่ากับทฤษฏีในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผิดถนัดเลยละครับ การอ้างกาอารอนนั้นเข้าข่าย Argument from authority หรือการอ้างจากผู้รู้ ซึ่งใช้ได้แต่ก็ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลก่อนเช่นกัน)
 
"แต่นั่นแค่นิทานนี่ท่านพ่อ" หนูขาวขี้สงสัยเถียง "พวกกาถูกไล่ออกจากอาณาจักรไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว อีกอย่างถ้าอารอนบินไปดวงจันทร์มาจริงๆก็น่าจะบิชีสกลับมาเป็นหลักฐานสักชิ้นสิ"
 
"อ่าาาา เพราะก้อนชีสจากดวงจันทร์นั้นอร่อยมากจนราชาหนูเสวยมันหมดน่ะสิ" แม่หนูเสริมขึ้นอย่างอ้ำอึ้ง "แล้วแม่ก็คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรจะมีสีเหลืองเหมือนดวงจันทร์แล้วนอกจากชีส"
 
 (Director Commentary: แม่หนูกำลังใช้ Argument from ignorance หรือการอ้างเหตุผลจากความไม่รู้ ปัญหาของการอ้างแบบนี้คือมันมักมาจากความโง่ อวิชชาของเราเอง ไม่ใช่ความบกพร่องขององค์ความรู้ เหมือนกับคนบอกว่า "ดวงตาน่ะวิวัฒนาการขึ้นมาเองไม่ได้หรอก")
 
"มีสิท่านแม่ ก็ทองยังไงล่ะ ข้าเห็นพวกสุนัขวาณิชเอามาขายในเมือง" เนลกระดิกหนวดอย่างที่พวกหนูชอบทำเวลาไขปัญหาออกกแล้วว่าต่อ "ข้าว่าดวงจันทร์อาจจะทำมาจากทองก็ได้นา ถ้าเป็นชีสจริงมีเหรอจะไม่ถูกพวกวาฬลอยฟ้าเขมือบเข้า"
 
ได้ยินเท่านั้นพ่อหนูก็ตาเหลือกราวกับถูกกับดักดีดใส่หน้า
 
"อย่าพูดอย่างนี้อีกนะเนล" เสียงจุ๊ปากดังมาพร้อมกับสายตาห้ามปราม "ไม่ได้เรียนในชั้นเหรอว่าถ้าเชื่อฟังคำสอนของสภาเสนาบดีแล้วพอตายวิญญาณจะลอยขึ้นดวงจันทร์ไปกินชีส นี่อยากโดนราชสำนักจับไปปล่อยให้แมวกินหรือไง"
 
"คิดถึงคุณปู่คุณย่าด้วยสิลูก พวกท่านจะรู้สึกยังไงถ้าเจ้าไปพูดเลอะเทอะๆจนพวกท่านเชื่อว่าต้องไปวิ่งบนแผ่นทองตลอดกาลแทนที่จะได้ทานชีสน่ะ" (ทองไม่มีค่าสำหรับพวกหนูอยู่แล้วนี่นะ)
 
ยิ่งโดนแม่สำทับเนลก็เลยเงียบปากไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก กระนั้นความคิดว่าดวงจันทร์ไม่ได้ทำจากชีสก็ยังก้องในสมองหนูๆของเธอทุกคืนที่ออกไปนั่งอาบแสงนวล
 
หลายดวงจันทร์ผ่านไป
 
เมื่อเนลโตเป็นวัยรุ่นก็ถูกส่งไปเรียนมหาวิทยาลัยในนครหลวงหนู ความรู้ที่เพิ่มพูนทำให้เนลเริ่มมองคำถามสมัยเด็กด้วยมุมมองใหม่ เธอเลิกไปเที่ยวเล่นร้องเสียงจี๊ดแข่งกับเพื่อนๆในวันหยุดแล้วหมกหมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน แม่หนูสาวไปๆมาๆระหว่างห้องสมุดกับท่าเรือเหาะเพื่อศึกษาคุณสมบัติของทองคำและทำนายว่าหากดวงจันทร์เป็นทองคำจริงมันต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง นอกจาดนั้นเนลยังต้องคิดค้นวิธีเอาชิ้นส่วนดวงจันทร์กลับมาพร้อมกับหาคนที่บ้าบิ่นพอจะพาเธอล่องทะเลดาวไปให้ถึงดวงจันทร์ อันเป็นจุดหมายซึ่งสะท้อนอยู่ในดวงตาทุกครั้งเมื่อแหงนขึ้นฟ้า
 
  (Director Commentary: ทฤษฏีที่ดีต้องทำนายได้ว่าปรากฏการณ์นั้นๆจะทำตัวเช่นไรภายใต้ตัวแปรหรือสถานการณ์หนึ่งๆ ทฤษฏียิ่งทรงพลังดท่าไหร่ก็ทำนายได้มากขึ้นเท่านั้น)
 
 
หลังบากบั่นวางแผนการทดลองและตระเตรียมอุปกรณ์อยู่หลายปีจรตัวเริ่มอ้วนปุ๊กลุก วันหนึ่งเนลล์ก็ได้พบกัปตันสุนัข(หรือสุนัขกัปตัน)ชื่อแบล็คกี้ นักผจญภัยเลื่องชื่อผู้ไม่เคยกลัวภยันตรายใดๆและเสาะหาดินแดนใหม่ให้พิชิตอยู่เสมอ เนลเกลี้ยกล่อมอาจารย์หนูซึ่งมีความคิดคล้ายกันจนได้เงินมาเป็นค่าจ้างกัปตันแบล็คกี้ แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินทาง
 
(Director Commentary: ขั้นตอนนี้เรียกว่า Funding โปรเจคต์วิทยาศาสตร์ต้องใช้เงินทั้งนั้นและส่วนใหญ่ก็มาจากภาษี เท่ากับเราทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียกับความก้าวหน้าทางวิทยาการนั่นเอง)
 
คณะเดินทางต้องฝ่าฟันอันตรายนานับประการ ทั้งฝูงฉลามมีปีกใจร้าย โจรสลัดปลาหมึกยักษ์(เรียกสั้นๆว่าสลัดปลาหมึก) ซึ่งจะไม่ขอเล่าในที่นี่เพื่อประหยัดเวลา กระทั่งดวงจันทร์ใหญ่ขึ้นจนเต็มหน้าต่างห้องดาดฟ้า เนลก็เปิดหน้าต่างอย่างหวาดๆและพบว่าอากาศไม่ฉุนชีสอย่างที่ชาวหนูเชื่อกัน แสงทองที่กำลังอาบหน้าแหลมๆก็เจิดจ้าเกินกว่าจะเป็นก้อนชีสได้ ยิ่งพอเห็นปลาวาฬลอยฟ้าต้องร้องไห้หัวโนเพราะว่ายชนกับดวงจันทร์เข้าอย่างจังจนผิวทองคำบุบ เนลก็มั่นใจว่าดวงจันทร์ต้องเป็นทองคำ! ไม่ใช่ชีสเป็นแน่แท้!
 
ถึงสมมติฐานจะถูกแต่เธอต้องเก็บหลักฐานไปแสดงให้ชาวอาณาจักรหนูดู มิฉะนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับคำสอนของกาอารอน ความรู้ที่รู้เองคนเดียวแล้วบอกต่อๆโดยไม่สามารถแสดงหลักฐานหรือทำซ้ำให้เห็นได้นั้นไม่นับเป็นทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์
 
เรือของคณะผจญภัยยิงปืนใหญ่ใส่ดวงจันทร์จนสะเก็ดทองหลุดกระเด็นออกมาหลายชิ้น เนลใช้ตาข่ายเงินสาวผงสีอร่ามเข้ามาเก็บเป็นหลักฐานแล้วบันทึกตำแหน่งบนพื้นผิวไว้อย่างละเอียด เธอให้แบล็คกี้ยิงปืนใหญ่อีกหลายนัดใส่ส่วนอื่นๆของดวงจันทร์เพื่อความมั่นใจว่ามันทำจากทองทั้งดวงจริงๆและยังจับลูกวาฬลอยฟ้าที่หัวโนเพราะดวงจันทร์กลับไปด้วยอีกด้วย
 
(Director Commentary: การทดลองที่ดีต้องจดบันทึกอย่างละเอียดเพื่อให้คนอื่นพิสูจน์ด้วยการทำซ้ำได้ ต่อให้เป็นทฤษฏีที่ไม่สามารถสร้างเหตุการณ์นั้นซ้ำอย่างบิ๊กแบง เราก็ต้องมีหลักฐานพยานที่แน่นหนาพอจะสนับสนุนทฤษฏีได้ คล้ายๆกับคดีฆาตกรรมนั่นเอง)
 
เมื่อกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน ใช่ว่าการพิสูจน์ทฤษฏีของเนลจะจบลง เธอต้องเขียนรายงานสรุปเรื่องราวการเดินทางเป็นทฤษฏีดวงจันทร์ทำด้วยทองอย่างละเอียด ก่อนจะไปเผชิญหน้ากับขั้นตอนที่โหดร้ายยิ่งกว่าคมเขี้ยวฉลามมีปีกเสียอีก นั่นคือคณะนักวิชาการแห่งอาณาจักรหนูที่เนลต้องโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อว่าดวงจันทร์ไม่ได้ทำจากชีส
 
เขาเรียกว่ากระบวนการ Peer review นั่นเอง
 
คำอธิบายยิ่งฉีกความคิดเดิมๆเท่าไหร่ยิ่งถูกเพ่งเล็งมากขึ้นเท่านั้น และการได้ล้มคำอธิบายก็เป็นความสุขซาดิสต์อย่างหนึ่งของเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวหนู(จนสภาปราชญ์ถูกครหาว่าทำตัวเหมือนแมว) การตรวจสอบอาจกินเวลาหลายปี กว่าคณะนักวิชาการจะส่องกล้องดูดวงจันทร์เพื่อเทียบรอยแหว่งกับชิ้นส่วนที่เก็บกลับมาว่าตรงกันวาฬลอยฟ้าที่จับกลับมาก็ต้องแสดงร่องรอยการชนกับก้อนทองขนาดใหญ่
 
ที่สำคัญคำอธิบายของเนลจะต้องเหนือกว่าคำอธิบายดวงจันทร์ทำจากชีสเดิมๆ ช่วยไขปริศนาอื่นๆเกี่ยวกับดวงจันทร์เช่นทำไมมันถึงมีรอยยุบ รวมทั้งประสานกับความจริงอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะเจาะ (Director Commentary: เหมือนกับที่ฟอสซิลและหลักฐานพันธุกรรมต่างชี้เราไปในทางเดียวกันเกี่ยวกับวิวัฒนาการ) และหากมีเสนาบดีหนูหัวแข็งตัวไหนอยากล่องเรือเหาะไปยิงปืนใหญ่ด้วยตัวเอง สิ่งที่หลุดปลิวออกมาก็ต้องเป็นสะเก็ดทอง ไม่ใช่ชีส
 
 เมื่อนั้นแล สมมติฐานของเนล จึงค่อยกลายเป็น  ทฤษฏีของเนล แล้วถูกประกาศไปทั่วอาณาจักรหนู คุณปู่คุณย่าของนางเอกเราถึงรู้ว่าจะไม่ได้ตายไปแล้วกินชีส แต่ก็ภูมิใจในตัวหลานสาวจนยิ้มไม่หุบแล้วล่ะ แถมยังมีคนส่งชีสมาให้เต็มบ้านจนทานไม่หวาดไม่ไหว
 
วันหนึ่งอาจมีเสนาบดีหนูบางตัวที่แกล้งทำการทดลองกำมะลอเพื่อหลอกลวงผู้คนว่าดวงจันทร์เป็นชีสเพราะโกรธแค้นที่การค้นพบนี้ทำลายความเชื่อดั้งเดิมและริดรอนอำนาจของราชสำนัก แต่กระบวนการ peer review ทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นปราการคัดกรองว่าการสอดแทรกความคิดผิดๆว่าดวงจันทร์ทำจากชีสจะไม่ได้รับความเชื่อถือจากหนูที่เข้าใจขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์และใช้เหตุผล
 
วิทยาศาสตร์มีระบบตรวจสอบคุณภาพและแก้ไข้ความผิดพลาดเสมออย่างนี้แล
 
 ในอนาคตทฤษฏีของเนลอาจถูกเพิ่มเติมได้ เช่นดวงจันทร์ไม่ใช่ทองคำแท้แต่ปนเงินอยู่ 10% สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำลายทฤษฏีเดิมเลยแม้แต่น้อย หากช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ให้กว้างขึ้นไปอีก ทฤษฏีที่ดีต้องยืนหยัดต่อการค้นพบใหม่ๆได้จนถึงยุคหลานเหลน เพราะอย่างนี้ล่ะความพยายามของนักวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งทรงคุณค่า
 
นิทานของหนูเนลจึงจบแบบ Happy Ending ด้วยประการฉะนี้
 
เห็นรึยังเอ่ยว่าขั้นตอนสู๋ปัญญาไม่ใช่แค่ ตรึก-->ทฤษฏี
 
แต่ตาม Scientific method แล้วต้องเป็น
 
ตรึก-->คิดหาวิธีทดลอง-->ทดลอง-->ผ่านขั้นตอน peer review--> ตีพิมพ์ --> ถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า --> ทฤษฏี
 
ฉะนั้นคราวต่อไปใครบอกว่า บิ๊กแบง หรือ วิวัฒนาการเป็นแค่ทฤษฏี ก็ช่วยเล่านิทานของหนูเนลให้เขาฟังสักรอบ หรือไม่ก็บอกเลยว่าแรงโน้มถ่วงก็ทฤษฏีเหมือนกัน ทำไมไม่ลองไปโดดตึกใบหยกดูล่ะ!!
 
:p
 
ปล. เขียนนิทานแบบนี้ชักอยากวาดภาพประกอบได้จัง เฮ้ออ
 
ปล2. การแยกทฤษฏีกับสมมติฐานนี้โรงเรียนบ้านเราชอบพูดผ่านๆอย่างน่าเสียดาย จึงทำให้หลายคนรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานทุกอันเท่าเทียมกันซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ยิ่งพอเจอหลายสมมติฐานเข้าบางคนเลยถึงกับบอกว่าวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้เพราะต่างคนเห็นไม่ตรงกัน ทั้งที่ศาสนาพุทธเองยังสอนไว้แท้ๆนะครับ scientific method เนี่ย
 
ปล3. Scientific method สามารถเอาไปใช้กับชีวิตด้านอื่นๆของเราได้นะครับ ราชสำนักในเรื่องนี้แทนเป็นคุณครูใจร้ายหรืออะไรก็ตามที่ขัดขวางการใช้สมองถามและคิดอย่างเป็นอิสระ ฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องทั่วๆไปหรือเรื่องหนักหนาตัดสินชีวิต อย่าเพิ่งกินมีมส์ว่าพระจันทร์ทำจาชีสโดยไม่ดูให้ดีก่อนล่ะ อิอิ
 

Comment

Comment:

Tweet

big smile big smile big smile big smile big smile

#40 By (171.7.159.51|171.7.159.51) on 2015-02-01 17:18

ไม่เข้าใจเลยembarrassed

#39 By glor (103.7.57.18|27.55.1.47) on 2012-09-21 08:26

#38 By kann (103.7.57.18|118.173.115.160) on 2012-08-25 15:32

อ่านแล้วโคตรงงง..

คัยเปงคลแต่งค่ะ

เอาเถอะเนื้อหาก้อ ok

#37 By nan_1387@hotmail.com (124.121.173.14) on 2011-07-23 21:06

สนุกมาก

#36 By may (203.172.224.166) on 2011-01-27 12:13

อลังการงานสร้างคับ

เป็นการ์ตูนคงดูสนุก ทุกเพศ ทุกวัย

#35 By Arju (112.143.5.210) on 2009-06-15 22:59

อุ อยากเขียนภาพประกอบมากเลยอะ

ถ้าว่างๆแล้ว ขอเขียนเล่นได้ไหมคะเนี่ยcry

#34 By -sparrow- on 2009-01-07 21:44

Hot!

ชอบมากๆครับ เปรียบเทียบได้น่าสนใจจริงๆ อ่านลื่นด้วยconfused smile
Hot!


ถ้ามีภาพประกอบ
คงจะเจ๋งสุดๆเลยล่ะค่ะ

#31 By ใครอ่ะ on 2008-09-26 14:59

เออ ตอนเด็กๆก็เคยมีการ์ตูนเกี่ยวกับเรื่อง ดวงจันทร์เป็นชีสด้ยล่ะ O.O

#30 By Joey_kung on 2008-09-26 12:14

มันมีกฏของนิวตันครับ แต่สิ่งที่อธิบายแรงดึงดูดได้แม่นยำสุดคือ ทฤษฏีสัมพันธภาพของไอนสไตน์นั่นเอง

#29 By Repentant on 2008-09-26 11:08

Hot!

#28 By Kasidej on 2008-09-25 16:35

เป็นนิทานที่เจ๋งมาก เล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนน่าจะช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันทางตรรกะดีนะครับ ผู้ใหญ่ยิ่งชอบพ่นอะไรไม่เข้าท่าให้เด็กกลัวอยู่

ว่าแต่ว่าแรงโน้มถ่วงเป็นทฤษฏีหรอกหรือครับ เพราะตอนเรียนเหมือนเคยได้ยินคำว่า กฏแรงดึงดูด ?

#27 By Kasidej on 2008-09-25 16:35

วิยาศาสตร์จงเจริญญญญญcry Hot!

#26 By Wisor on 2008-09-25 15:48

อิอิ หนุกๆHot!

#25 By *~Karn3D~* on 2008-09-25 14:49

หนุกดีคับHot!

#24 By ungtaman on 2008-09-25 11:54

อ่านเป็นนิทานแล้วสนุกจังครับ ชอบมาก พอคิดว่านักวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อนเองก็ต้องฝ่าฝันเช่นนี้แล้วก็รู้สึกชื่นชมพวกเขาขึ้นมามากๆเลย

ปล.สลัดปลาหมึกท่าทางน่าอร่อย

#23 By -----ROGER----- on 2008-09-25 11:17

21.ช่าย ผมมองไปก็เห็นทะเล
22.โจรสลัดปลาหมึก น่านสินะ

ตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้อ่าน republic มานานนมากแล้วละครับ แต่เงามันคงไหลซึมมาจากจิตใต้สำนึกกระมังbig smile

#22 By Repentant on 2008-09-25 11:15

อ่า .. นี่มัน
เรื่องเงาในถ้ำของเพลโต้นิครับ (The Shadows in the Cave) ^-^
55 แวะมาแซวน่ะครับ
เขียนสนุกดี น่าวาดภาพประกอบให้เหมือนกันนะเนี่ย
ปล.แต่ไอ่ตรงที่ข้ามๆไป ระหว่างสลัดปลาหมึกนั่นแหล่ะ
ที่น่าวาดที่สุด (ออกแนวตอนเจมส์ ลอยไปกับลูกพีช
ข้ามมหาสมุทร ใน James and the giant peace) ^-^Hot!
เยี่ยมมากค่ะ
เขียนอ่านสนุกมากๆ

ว่าแต่ดวงจันทร์นี่เป็นได้ทุกอย่างเลยนะคะ
วันนี้คืนดี ก็มีกระต่ายไปตำข้าวที่นั่นด้วย confused smile

#20 By Bluemoon on 2008-09-25 02:39

1. ขอบคุณครับ
2. แหม่ มันก็ apply กับอย่างอื่นได้นาพี่เอ็ด
3. ^_^
4. เลยแปลไว้ข้างหลังไงครับ
5. จำไม่ได้เหมือนกันแฮะว่าเรื่องอะไร
6. ^_^
7. ดีใจที่ชอบครับ
8. หนูย่างไม่อร่อยนา
9. ขอบคุณครับ
10. ไม่ได้กัดนา แค่แทะๆเอง
11. ^_^
12. เนาะๆ
13. หนูเลโอ-เลอียังโชคดี หนูจิออดาร์โนโดนเผา
14. ^_^ ขอบคุณครับ
15-18 ^_^

#19 By Repentant on 2008-09-24 21:24

เขียนได้ดีมากเลยค่ะ
เปรียบเทียบได้ดีมากเลยค่ะbig smile Hot!

#18 By ~memay~ on 2008-09-24 14:43

ต้องให้ดาว Hot!

#17 By Bluewhale on 2008-09-24 12:41

Hot! เข้าใจง่าย ได้ใจความ และ น่ารักbig smile

#16 By Arun Liz on 2008-09-23 22:23

เขียนดีมากค่ะHot! Hot!

#15 By (^_^)/nana on 2008-09-23 22:08

ชอบแฮะ เปรียบเทียบแบบนี้ เล่าให้น้องฟังได้เลย confused smile

เราเพิ่งทำรายงานแนวๆนี้เสร็จ ปวดหัวเรื่องหาข้อพิสูจน์สนับสนุนสมมติฐานเหมือนกัน

พิสูจน์ ยากกว่าตั้งสมมติฐานเย้อ

#14 By ฉันคือรั้ว on 2008-09-23 21:43

ลุ้นว่าหนูเนลล์จะถูกขังลืมแบบหนูเลโอ-เลอีรึเปล่า

#13 By on 2008-09-23 21:30

ว้าวววว เป็นนิทานที่น่ารักและให้ความรู้มากๆเลย

เข้าใจได้ง่ายดีคะ ชอบๆ


เห็นด้วยคะ ว่าบ้านเราขาดการเน้นย้ำในขั้นตอนที่ว่า ได้แต่สอนให้จำๆ ไปงั้น (ซึ่งเราเองเป็นผลิตผลของสิ่งที่ว่า) Hot! Hot!

#12 By tapum on 2008-09-23 21:29

เป็นเรื่องที่ดีครับ น่าให้เด็กวัยประถมอ่านจัง
จะได้ปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้องให้เขาได้
ผมเลยวัยแล้ว ยังได้รู้อะไรดีๆไปด้วย Hot!

#11 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-09-23 19:56

ตายแล้ว นิทานอันนี้น่ารักได้อีก..
แอบมีกัดด้วย เอิ๊ก!

Hot!

#10 By Lagnadan on 2008-09-23 19:43

เขียนได้ดีจริงๆครับcry
Hot! Hot!

#9 By Lullaby-Nocturne on 2008-09-23 17:52

ดีที่ไม่ถูกจับเผาก่อนsad smile
สนุกดีค่ะ เปรียบเทียบได้น่ารักจัง big smile Hot!
นิทานตรงดี เหมาะกับนิทานภาพจริงๆ
ใน exteen มีนักวาดหลายคน น่าจะมีคนอาสา

#6 By Demigod on 2008-09-23 16:32

อ่านแล้วนึกถึงการตูนเรื่องนึง

ที่มีหนูขี่จรวดไปด้วยจันทร์แล้วที่แต่ชีทๆ ๆ ๆๆ


จำไม้ได้ว่าเรื่งอะไร ดูตั้งแต่เดะๆ question

#5 By herenoi on 2008-09-23 15:50

สนุกดีจ้า

เพราะโลกนี้มีคนอย่างหนูเนลล์ เลยมีวิทยาศาสตร์

นิทานน่ารัก ถึงในบางทีศัพท์อังกฤษบางตัวเราจะไม่เข้าใจก็เถอะ 55+big smile Hot!

#4 By ๏Chill Out๚ะ๛ on 2008-09-23 15:40

Hot!
ดีที่หนูเนลไม่ถูกพวกคลั่งความเชื่อเก่า ดักเก็บไปซะก่อน sad smile

#3 By lumin on 2008-09-23 15:17

ราชสำนัก-->ศาสนจักร
คณะนักวิชาการ-->กรรการ Peer Review

หนูเนลยังโชคดีที่สมมติฐานถูกพิสูจน์ก่อนหนูเนลจะตาย ยังมีคนที่ท้าทายกระแสความเชื่อเดิม ที่ตายไปนานแล้ว จึงจะมีคนเข้าใจสิ่งที่เขาคิดsad smile

#2 By Eddalion on 2008-09-23 14:50

เป็นนิทานที่เปรียบเทียบขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ได้ดีมากๆเลยครับ confused smile Hot!

#1 By SkyKiD on 2008-09-23 14:41