ยีนเห็นแก่ได้ หรือ Selfish Gene เป็นศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นโดย ศจ. Richard Dawkins นักวิทยาศาสตร์สาขาวิวัฒนาการนามเอกอุของโลกชาวอังกฤษในหนังสือปี 1976 ชื่อ The Selfish Gene เพื่ออธิบายว่าพฤติกรรมสูงส่งทั้งหลาย เช่นการทำงานร่วมกันในสังคม อุปนิสัยเสียสละในสัตว์และมนุษย์นั้น แท้จริงเป็นผลข้างเคียงจากความเห็นแก่ได้ของยีนล้วนๆ
 

The Selfish Gene ฉบับครบรอบ 30 ปีของข้าพเจ้าเอง
 
สำหรับท่านที่เริ่มรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้ขัดแย้งกันเองชอบกล ก็ต้องขออธิบายก่อนว่า Dawkins เป็นนักวิทยาศาสตร์สายซึ่งมองว่าหัวใจหลักของวิวัฒนาการไม่ใช่การเอาตัวรอดของพืชหรือสัตว์ หากอยู่ที่ความพยายามดำรงอยู่ของยีนซึ่งเรียงร้อยขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตนั้นๆ
 
พูดง่ายๆคือมนุษย์ไม่ได้ต้องการยีนเพื่อสืบพันธุ์...แต่ยีนต่างหากที่อาศัยกายมนุษย์แทนพาหนะเพื่อสืบทอดตัวเองสู่ลูกหลาน ด้วยเหตุนี้มันจึงดิ้นรนสร้างชีวิตให้มีโอกาสผ่านบททดสอบการคัดเลือกทางธรรมชาติได้มากที่สุด ยิ่งสำหรับมนุษย์แล้วต้องบวกการคัดเลือกทางสังคมเข้าไปอีกขั้น
 
ไม่ว่าจะ พอลล่า อั้ม เคียร่า ไนท์ลี่ (สำหรับสาวๆก็ดงบันชินจิ กับ แบรด พิทท์ละกัน :p) ผมคิดว่าทุกคนคงเห็นด้วยว่าบุคคลเหล่านี้ต่างก็เป็นเป็นพาหนะของยีนที่ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น เพราะพวกเขาจะต้องมีลูกหลานสืบรหัสพันธุกรรมเกือบแน่นอน 100%
 

ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากแปะ อิอิ
 
พูดอย่างนี้อาจเหมือนว่ายีนมีชีวิตจิตใจ เปล่าครับ ยีนส์ปราศจากวิญญาณหรือความคิด เมื่อเราย้อนดูรุ่งอรุณของชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน พวกมันก็แค่รหัสชีวภาพที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรแห่งบรรพยุคตามหาวัตถุดิบคัดลอกตัวเองไปตามประสา ธรรมชาติผู้เป็นมารดาต่างหากที่ยื่นเงื้อมหัตถ์อันงดงามและโหดร้ายมาเลือกสรรให้ยีนซึ่งสามารถกลายพันธุ์ได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอดชีวิต ส่วนยีนที่ไม่ประสบความสำเร็จ หมดโอกาสคัดลอกตัวเองก็สูญสิ้นไป
 
แน่ละครับว่าในสถานการณ์แบบนี้การมีลักษณะที่เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว (แม้ปราศจากจุดมุ่งหมายหรือความตั้งใจก็เถอะ)ย่อมได้ชัยชนะ แต่เจ้ารหัสชีวภาพโบราณพบว่าในโลกที่เดือดพล่านด้วยไอร้อนและสิ่งแวดล้อมบ้าคลั่งนั้นการเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป บางครั้งหากประสานงานกับยีนส์อื่นโอกาสสำเร็จย่อมสูงกว่าเป็นไหนๆ
 
อย่ากระนั้นเลย มาพึ่งพากันดีกว่า
 
หลักฐานการรวมก๊กของยีนก็ยังอยู่กับร่างกายเราในรูปไมโตคอนเดรียที่ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าให้เซลล์นี่เองครับ โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่ารหัสพันธุกรรมของมันมีลักษณะเหมือนกับแบคทีเรียซึ่งบรรพบุรุษเซลล์เดียวของเราในครั้งกระโน้นหยิบมาประกอบกับตัวเพื่อเอื้อประโยชน์การดำรงชีวิตให้กันและกัน
 
พืชสัตว์ซับซ้อนรอบตัวเราต่างเป็นหลักฐานความสำเร็จของการร่วมมือโดยเหล่ายีน ทุกสรรพชีวิตคือบทเพลงประสานเสียงของรหัสพันธุกรรมที่ร่วมร้อยเรียงมาสร้างเป็นพาหนะอันเหมาะสมให้พวกมันใช้สืบทอดตัวเองต่อไป
 
กระนั้นโปรแกรมที่หล่อหลอมโดยธรรมชาติเมื่อครั้งบรรพยุคว่า..."ยีนแต่ละตัวต้องหาทางถ่ายทอดตนเองสู่รุ่นหลาน"ก็ยังคงทำงานอยู่ บทเพลงของยีนดูเผินๆอาจเหมือนสอดคล้อง แต่แท้จริงการแข่งขันเอาชนะนั้นมีอยู่ โดยมันจะแสดงธาตุแท้ความเห็นแก่ตัวออกมาชัดเจนสุดในกลไกการสืบพันธุ์ เพราะนั่นคือเวลาตัดสินว่ายีนตัวไหนจะถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ตัวไหนจะเหี่ยวแห้งตายไปพร้อมเจ้าของร่าง
 
ขณะที่ยีนส่วนใหญ่แสดง"ความเห็นแก่ได้"โดยหล่อหลอมพาหนะให้ประสบความสำเร็จในการดำรงพันธุ์ ยีนบางตัวก็โกงอย่างแสบสันต์เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองจะได้คัดลอกตัวเองต่อแน่ๆโดยไม่แยแสพาหนะแม้แต่น้อย
 
ลองดูอย่าง"ยีส์เห็นแก่ได้"ในเต่าทองกินแป้งสีแดง มันจะวางกับดักไว้ในเซลล์ไข่ทุกฟองโดยกำหนดไว้ว่าหากตัวอ่อนใดไม่มียีนส่วนของมันติดไปด้วยเจ้าเต่าทองน้อยก็จะตายทันทีไปตั้งแต่เป็นตัวอ่อน เข้าทำนอง "ถ้าข้า(ยีน)ไม่ได้ติดไปด้วย เอ็งก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอดเลย"
 

เต่าทองกินแป้งสีแดง
 
  หรืออย่างยีนควบคุมพฤตกิกรรมการสืบพันธุ์แมงมุม,ตั๊กแตนที่ผลักดันให้มันตกเป็นเหยื่อของตัวเมียหลังผสมพันธุ์เสร็จ "ยีนเห็นแก่ได้"ไม่สนใจเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะตายในเมื่อมันได้ทำการสืบทอดตัวเองเรียบร้อย...หนำซ้ำสารอาหารจากร่างตัวผู้ยังเพิ่มโอกาสความสำเร็จของแม่แมงมุมให้อีกต่างหาก!
 

แมงมุมผ้าไหมกำลังกินอดีตสาละมี
 
ขนาดในมนุษย์เองยีนยังแสดงความเห็นแก่ได้โดยส่งต่อการพัฒนาปรับปรุงทุกอย่างสู่ลูกหลานอย่างไม่เหลียวแลพาหนะลำเก่าอย่างเราเลย ความหล่อ ฉลาด แข็งแรง ไม่มีวันย้อนกลับคืนถึงบิดา มารดา ขนาดน้องร้องนำ Aerosmith มีลูกสวยหยาดอย่าง Liv Tyler ก็ไม่ได้ทำให้หน้าตัวเองดูดีขึ้นตามสักนิด อิอิ
 
 
ลูกเอล์ฟอาร์เวนกับพ่อออร์ก
 
ตอนที่ท่าน Dawkins เสนอความคิดนี้เมื่อ 30 ปีก่อนมีน